สมรรถภาพ

สมรรถภาพ

สมรรถภาพ อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หมายถึง การที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถแข็งตัวและ/หรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้สำเร็จจนเป็นที่พึงพอใจอยู่เป็นประจำหรืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่จะทราบว่าอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดจากสาเหตุใด จะให้การรักษาได้อย่างไร จะต้องเข้าใจกลไกการแข็งตัวขององคชาตก่อน

สมรรถภาพ

การแข็งตัวเวลานอนหลับ (Nocturnal Erection)

ในเวลานอนที่เราหลับองคชาตจะมีการแข็งตัวคืนละประมาณ 4 – 6 ครั้ง ครั้งละ 15 – 30 นาที

การแข็งตัวจากจิตใจ (Psychogenic Erection)

เมื่อผู้ชายมีความต้องการทางเพศจากสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่มากระตุ้น คำสั่งจะส่งจากสมองมายังแกนสมองส่วนที่เรียกว่า พาราเวนทริคูลาร์นิวเคลียสที่อยู่บริเวณไฮโปทาลามัส จากนั้นคำสั่งจะผ่านไขสันหลังลงมายังศูนย์กลางการแข็งตัวขององคชาตบริเวณไขสันหลังระดับกระดูกก้นกบและผ่านเส้นประสาทคาร์เวอนัส (Cavernous Nerve) ที่มากระตุ้นให้เส้นเลือดในองคชาตมีการขยายตัว เลือดเข้ามาเลี้ยงมากขึ้น ทำให้องคชาตแข็งตัว

การแข็งตัวจากรีเฟล็กซ์ (Reflexogenic Erection)

เมื่อมีการกระตุ้นหรือสัมผัสบริเวณองคชาตก็จะมีสัญญาณผ่านจากเส้นประสาทที่องคชาต (Dorsal Nerve) ไปยังศูนย์กลางการแข็งตัวที่ไขสันหลังระดับกระดูกก้นกบและส่งสัญญาณกลับมายังองคชาต (Cavernous Nerve)

องคชาตมีส่วนประกอบไปด้วยแกน 3 แกนด้วยกัน การแข็งตัวขององคชาตจะต้องอาศัยแกนใหญ่ 2 แกนที่เรียกว่า คอร์ปัส คาเวอร์โนซั่ม (Corpus Cavernosum) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อร่างแหคล้ายฟองน้ำ (Sinusoid) ซึ่งร่างแหเหล่านี้ก็คือเส้นเลือดแดงฝอยขององคชาตนั่นเอง

การรักษา ต้องหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพและรักษาตามสาเหตุ

  1. ถ้าต้นเหตุมาจากจิตใจ Psychogenic ED ต้องใช้การรักษาโดยการปรับปรุงพฤติกรรม บางครั้งอาจใช้ยาช่วยใน เบื้องต้นและช่วยเหลือโดยการปรับพฤติกรรมและสภาวะจิตใจ จนภาวะจิตใจกลับมาเป็นปกติจึงสามารถลดยาได้
  2. มีวิธีการรักษาตามระดับต่างๆคือต้องทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 30 – 60 นาที ก่อนทีเพศสัมพันธ์ ยา 3 ชนิดนี้ แตกต่างกันที่ ในเบื้องต้นอาจเริ่มจากการใช้ยากิน เช่น ยาในกลุ่ม PDE5-inhibitor เช่น Viagra (sildenafil), Levitra (vardenafil) และ Cialis (tadalafil) ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยารักษาแต่ช่วยเสริมสมรรถภาพ ตามครั้ง  ที่รับประทานถ้าภาวะหย่อนเกิดจากสาเหตุทางร่างกาย  ระยะเวลาของการออกฤทธิ์
  3. ขั้นถัดไปสามารถใช้ยาฉีด โดยฉีดเข้าไปตรงที่อวัยวะเพศก่อนการมีเพศสัมพันธ์ โดยผู้ใช้ต้องฉีดเอง   ยานี้อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือ เกิดการแข็งตัวที่ยาวนานเกินไป เกิดความเจ็บปวดจากการฉีด หรือเกิดเป็นแผลเป็นบนองคชาติ
  4. วิธีนี้ใช้อุปกรณ์กระบอกสูญญากาศ ครอบลงบนองคชาติเพื่อช่วยให้เกิดการแข็งตัวจากแรงดูดอากาศ แล้วสวมแหวนรอบๆกระบอกสูญญากาศเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง คนส่วนมากนำมาใช้ในทางที่ผิด จริงๆ แล้วกระบอกสูญญากาศเป็น อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยให้แข็งตัวได้ดี  โคนขององคชาติเพื่อรักษาการแข็งตัวไว้ อุปกรณ์สูญญากาศนั้นค่อนข้างปลอดภัย แต่ไม่ควรใช้นานกว่า 30 นาทีต่อครั้ง เพราะจะทำให้เจ็บและเลือดไม่ไหลเวียน
  5. ถ้าเกิดจากสาเหตุระดับฮอร์โมนต่ำ ก็มีการให้ฮอร์โมนทดแทนได้ มีทั้งรูปแบบยารับประทาน,ยาฝัง ยาเจลสำหรับทาแผ่นแปะผิวหนังและยาฉีด ที่นิยมใช้คือยารับประทาน และยาฉีดซึ่งปัจจุบันมียาฉีดชนิดที่ฉีดทุกๆ 3 เดือน ซึ่งสะดวกและได้ผลดี
  6. ในรายที่มีอาการมาก ท้ายสุดอาจต้องใช้การผ่าตัดใส่แกนอวัยวะเพศเทียม มีทั้งชนิดแกนแบบดัดงอได้ หรือแกนชนิดที่ขยายขนาดได้โดยใช้น้ำเกลือปั้มเข้าไปในแกน  แต่การผ่าตัดก็ทำให้เจ็บปวด และมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งในระหว่างหลังการผ่าตัด
  7. บางคนอาจมีอาการเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอ การแนะนำการปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิต ลดแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็เป็นทางช่วยอีกทางครับ

ผู้ชายส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองไม่มีปัญหาเรื่องหย่อนสมรรถภาพคนส่วนมากมักมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว คิดว่าเป็นโรคเฉพาะคนสูงอายุ จนบางครั้งเริ่มมีอาการ ก็ตกใจ ส่วนมากก็จะปรึกษาเพื่อนฝูงที่สนิทก็จะแนะนำกัน  ถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ถ้าเป็นคนขี้อายก็จะเก็บปัญหาไว้คนเดียว  จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายไทยระหว่างอายุ 40-70 พบภาวะหย่อนสมรรถภาพ ได้ถึง 42 เปอร์เซ็นต์

การที่ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็จะทำให้แข็งตัวได้ไม่ดี หรือไม่แข็งตัวเลยในบางครั้งปัจจัยที่จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวนั้นมีหลายอย่าง ทั้งด้านร่างกาย เช่น ระบบหลอดเลือด ระบบประสาท ฮอร์โมน และทางด้านจิตใจ ทุกอย่างต้องครบจึงจะมีการแข็งตัวเกิดขึ้นได้  ในความเป็นจริงควรทำความเข้าใจกับร่างกายของเราก่อน

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เส้นเลือดเสื่อมสภาพ รวมทั้งภาวะพร่อง hormone จากอายุที่มากขึ้นในเบื้องต้นถ้าคุณอายุไม่มาก สุขภาพแข็งแรงดี ED (Erectile dysfunction= ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ) อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว เพราะร่างกายไม่พร้อม พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีความกังวลทางจิตใจ ถ้าดูแลสุขภาพดีแล้วยังมีอาการอยู่ คงต้องตรวจหาสาเหตุ แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่อายุ 50 ปีขึ้นไปโดยส่วนมากจะมีปัจจัยทางร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แต่ไม่เคยตรวจมาก่อนเพราะคิดว่าตัวเองไม่เป็น สูบบุหรี่มาก

ผู้ใช้ควรศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ถ้ามีอาการเหล่านี้ห้ามใช้ยาโดยเด็ดขาด  ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยส่วนมากยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงอยู่บ้าง แต่ต้องรู้ ข้อห้ามใช้ เช่นผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจ หรือรับประทานยาขยายหลอดเลือดอยู่ ในปัจจุบันมียาที่ใช้รักษาได้ดีอยู่หลายชนิด เช่นยาขยายหลอดเลือด (กลุ่ม PDE 5 inhibitor) หรือยาเพิ่มฮอร์โมนในร่างกาย (Testosterone) มีทั้งยาแผนปัจจุบัน และยาทางเลือกต่างๆ เช่นสมุนไพร หรือสารจากธรรมชาติ ควรเลือกหา ให้ถูกต้องเหมาะสม ควรศึกษาหาข้อมูลของยาแต่ละชนิดว่ามีความปลอดภัย เหมาะสมกับร่างกายของเราหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน หรือยาทางเลือก ต่างมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ถ้าไม่มั่นใจหรือปฎิบัติแล้วยังไม่ดีขึ้นก็ควรไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง การให้คำแนะนำได้ที่ตรงจุด และจะตรวจหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ คุณอาจตรวจพบโรคที่ซ่อนอยู่ที่คุณอาจไม่รู้ เช่น เบาหวาน ไขมันในโลหิตสูง ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรค ED ได้

สาเหตุของการเกิดโรคภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

สามารถแบ่งกว้างๆ ได้ 2 ประเภท คือ ทางด้านจิตใจและทางด้านร่างกาย

ทางด้านจิตใจ

เชื่อว่าเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของภาวะโรคหย่อนสมรรถภาพในผู้ชายที่ อายุน้อย โดยผู้ที่มีอาการมักจะเกิดความกังวล และมักมีปัญหาเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เกิดเป็นปมในใจทำให้ขาดความมั่นใจ จนสุดท้ายมีปัญหาหย่อนสมรรถภาพเกิดขึ้น เราเรียกกันว่า Psychogenic ED

ทางด้านร่างกาย

สาเหตุนี้พบมากในกลุ่มอายุที่สูงขึ้น เรียกได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้นก็มีความเสื่อมของร่างกาย รวมถึงโรคต่างๆ มากขึ้น มีสาเหตุหลายอย่าง เช่น

  • ระดับฮอร์โมนเพศชายที่ลดลง
  • การที่มีอายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจมีอาการมีความแข็งตัวที่ลดลง ไม่ค่อยสนใจในเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือบางคนเป็นมากจนเกิดอาการหงุดหงิดง่าย จนมีคนตั้งกลุ่มนี้ว่าเป็นโรคชายวัยทอง(Andropause)(คล้ายกับโรคสตรีวัยทอง Menopause สตรีที่หมดประจำเดือนโดยที่สตรีจะมีฮอร์โมนเพศลดลง) ชายกลุ่มนี้ จะตรวจพบฮอร์โมนเพศลดลงจากระดับปกติ
  • ความผิดปกติของหลอดเลือด
  • อวัยวะจะทำงานได้ดีต่อเมื่อมีเส้นเลือดไปเลี้ยงที่ดี การแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดจากการที่มีหลอดเลือดไปรวมคั่งอยู่ในอวัยวะเพศ ซึ่งทำให้เกิดการแข็งตัว ถ้าเส้นเลือดมีปัญหา เลือดก็จะไหลเวียนไปได้น้อยทำให้แข็งตัวได้ไม่ดี การที่เส้นเลือดเสื่อมมักเกิดจาก โรคที่ทำลายเส้นเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ภาวะเหล่านี้จะทำให้เส้นเลือด เสียความยืดหยุ่นและแข็งตัวทำให้ขยายไม่ได้ เลือดจึงไปเลี้ยงที่อวัยวะส่วนปลายได้น้อย
  • ความผิดปกติของระบบประสาท
  •  สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณอวัยวะเพศ ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถแข็งตัวได้  อวัยวะเพศจะแข็งตัวได้ต้องมีระบบประสาทรับสัมผัสและประสาทส่งการที่ดี เมื่อเส้นประสาทเสื่อม (เช่นเป็นโรคเบาหวานมานาน) หรือ เส้นประสาทได้รับบาดเจ็บ เช่น การผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน ผ่าตัดต่อมลูกหมาก ผ่าตัดลำไส้ใหญ่ หรือประสาทที่ไขสันหลังถูกกดทับ
  • การใช้ยาประจำ
  • ยาหลายชนิดมีผลกระทบกับสมรรถภาพทางเพศ ผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านการซึมเศร้า ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ อวัยวะเพศแข็งตัวลดลง ยาความดันบางชนิดมีผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ เช่น ยาในกลุ่ม Beta-blocker, Diuretic อาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพได้
  • ความอ่อนล้าของร่างกาย
  • ในบางครั้งเมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนักดื่มแอลอฮอล์มาก ก็มีส่วนทำให้สมรรถภาพทาง เพศลดลงได้เช่นกัน กลไกที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศ  “การที่จะเกิดการแข็งตัวขอวอวัยวะเพศได้ต้องมีการกระตุ้นและสมองส่งสัญญาณไปที่อวัยวะเพศ อวัยวะเพศชายนั้น  มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ เมื่อมีเลือดมาเลี้ยงมากขึ้นฟองน้ำก็ขยายตัวและมีแรงดันที่เพื่มขึ้น จึงก่อให้เกิดการแข็งตัว ของอวัยวะเพศได้”

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *